Browsed by
ป้ายกำกับ: ทุนนิยมอุตสาหกรรม

Mass Production

Mass Production

เรื่องราวของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ ในศตวรรษที่ 20 นั้น โดยหลักเป็นผลมา    จากนวัตกรรมทางการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ที่เป็นผลจากการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์ (James Watt) และนำมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ จนทำให้ประเทศตะวันตกกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม สร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่

• การผลิตจำนวนมาก คือการผลิตสินค้ารูปแบบเดียวกันในปริมาณมหาศาล โดยมักใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การใช้สายพานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน และทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง เช่น การใช้เครนเหนือหัวขนาดใหญ่ซึ่งสามารถแทนที่คนงานมากถึง 36 คนเพื่อขนย้ายของหนัก เป็นต้น

• การผลิตจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 19 ในอังกฤษทำให้สินค้าหลายประเภทมีต้นทุนถูกลง ตั้งแต่สินค้าปฐมภูมิอย่างเหล็ก เหล็กกล้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเสื้อผ้า ซึ่งผู้บริโภคหลักของสินค้าเหล่านี้ ก็คือชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ได้รับค่าจ้างจากระบบการผลิตรูปแบบนี้นั่นเอง

• ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่มาควบคู่กันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมาก กลางศตวรรษที่ 19 แม่น้ำเทมส์ในลอนดอนขึ้นชื่อเรื่องความเน่าเหม็นเนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นำมาซึ่งคำถามสำคัญในเวลาต่อมาถึงการสร้างสมดุลย์ระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับการควบคุมของเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

• การผลิตจำนวนมากทำให้เหล็กกล้า (Steel) สำหรับการก่อสร้างรางรถไฟมีราคาถูกลง และถูกนำมาใช้แทนที่เหล็ก (Iron) ซึ่งเปราะบางกว่า เหล็กกล้ายังสามารถรองรับน้ำหนักของหัวรถจักรที่วิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้น ทำให้รถไฟหนึ่งขบวนขนถ่ายสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ถึงที่หมายเร็วขึ้น จึงทำให้การขยายเครือข่ายรถไฟเติบโตมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

• ราคาที่ถูกลงจากระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพนี้ทำให้การแบ่งแยกชนชั้นจากชาติกำเนิดพร่าเลือน ชนชั้นระดับล่างเริ่มเข้าถึงและบริโภคสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันสินค้าที่ไม่ได้ผลิตครั้งละมากๆ เริ่มเป็นมาตรฐานใหม่ในการแสดงออกทางชนชั้น ความสามารถในการบริโภคจึงกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม

• ทุนนิยมอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมากทำให้ลูกจ้างมีรายได้มากขึ้น ส่งผลให้แรงงานจากภาคการเกษตรไหลมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ชนชั้นกลางก็มีการขยายตัว การบริโภคนิยม (Consumerism) เริ่มเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการมีชีวิตที่ดี ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าได้ในปริมาณที่ต้องการ ทั้งยังสามารถเลือกชนิด แบบ และประเภทของสินค้าได้ตามใจชอบ ซึ่งสะท้อนถึงเสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-Determination) ที่มีมากขึ้นเช่นกัน

• ความสามารถในการผลิตครั้งละมากๆ ถูกใช้ในทางการเมืองในศตวรรษที่ 20 ในลักษณะต่างๆ กัน สหรัฐฯ ผลิตอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (Cultural Industry) ด้วยการทำให้วัฒนธรรมเป็นของประชาชนผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงอย่าง ภาพยนตร์ ดนตรี และวิทยุ ในเยอรมนี โฆษณาชวนเชื่อแนวคิดนาซีผ่านการผลิตรถเต่า (Volkswagen) ทำให้ “มวลชน” สามารถเป็นเจ้าของได้ ก็วางอยู่บนเงื่อนไขการผลิตนี้เช่นกัน

• การผลิตจำนวนมากไม่ได้แค่ผลิตขยะในตัวมันเองเท่านั้น แต่ยังทำให้ความต้องการวัตถุดิบเหลือใช้ (Scrap Materials) เพื่อการผลิตมีสูงขึ้น และทำให้การรีไซเคิลเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ซึ่งเป็นไปได้ว่า การพัฒนาเทคนิคการผลิตอาจทำให้ความหวังในการคงมาตรฐานการครองชีพผ่านการผลิตจำนวนมาก ไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการบริหารจัดการของเสียนั้นเกิดขึ้นได้จริงด้วยกระบวนการผลิตจำนวนมากนี่เอง

• “Designed by Apple in California. Assembled in China.” ที่ระบุด้านหลังไอโฟน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถึงยุคหลังทศวรรษ 1970 เมื่อประเทศอุตสาหกรรมเดิมทางตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย โดยที่ความมั่งคั่งถูกผลิตด้วยภาคการเงิน (Financial Sector) หรือแม้แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยกอบกู้สภาวะคนว่างงานในโลกตะวันตกได้หรือไม่