Browsed by
หมวดหมู่: การพัฒนาเศรษฐกิจและทุนนิยม

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

ยิมนาสติก (Gymnastics) เป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อทดสอบความแข็งแรงของนักกีฬา  รวมทั้งจังหวะ ความยืดหยุ่นตัวหรือความอ่อนตัวและความคล่องแคล่วว่องไว กีฬายิมนาสติกที่ใช้ในการแข่งขันมี 3 แบบคือ ยิมนาสติกสากล ยิมนาสติกลีลาและแทรมโปลิน

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นประเภทชายและประเภทหญิงแข่งขันกันโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆกัน เช่น ม้ากระโดด ม้าหู บาร์เดี่ยว บาร์คู่ ห่วงนิ่งและฟลอร์ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแสดงภาคบังคับและท่าสมัครในอุปกรณ์แต่ละชนิดข้างต้น การแข่งขันแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ประเภททีม ประเภทเดี่ยวผสม และประเภทเดี่ยว

อุปกรณ์ชาย ห่วงนิ่ง บาร์คู่ ม้ากระโดด บาร์เดี่ยว ม้าหู

อุปกรณ์หญิง บาร์ต่างระดับ ราวทรงตัว ม้ากระโดด

กรรมการ ประกอบด้วยกรรมการให้คะแนน 4 คน กรรมการผู้ชี้ขาด 1 คน

( ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศจะมีกรรมการชี้ขาด 2 คน )

การให้คะแนน คะแนนของผู้เข้าแข่งขันคิดจากกรรมการทั้ง 4 คน โดยจะตัดคะแนนที่สูงสุดและต่ำสุดออก และนำคะแนนกลางจากกรรมการอีก 2 คน มาหาค่าเฉลี่ยเป็นคะแนนของผู้เข้าแข่งขัน คะแนนที่ได้จะมีตั้งแต่ 0 ถึง 10 คะแนน ซึ่งอาจจะถูกหักออกทั้งหมดครึ่งหนึ่ง หรือ 1/10 คะแนน ในการแข่งขันอุปกรณ์บางประเภทอาจมีการให้คะแนนการเริ่มเล่นเป็นคะแนนพิเศษ ( เนื่องจากเป็นท่าเสี่ยงอันตรายต้องใช้พลังกำลังและมีความคิดสร้างสรรค์)ซึ่งอาจทำให้ได้รับคะแนนเต็ม 10 คะแนนได้

การแข่งขันประเภททีม แต่ละทีมจะมีผู้แข่งขัน 6 คน โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะทำการแข่งขันทุกอุปกรณ์ด้วยท่าบังคับและท่าสมัคร แล้วนำคะแนนของผู้เข้าแข่งขันที่ได้คะแนนสูงสุดของทีม 5 คน มารวมกันเป็นคะแนนของทีม (คะแนนสูงสุดของชายคือ 600 คะแนน และหญิงคือ 400 คะแนน)

การแข่งขันประเภทบุคคลรวมอุปกรณ์ ผู้เข้าแข่งขันคัดจากผู้ได้คะแนนรวมทุกอุปกรณ์สูงสุดจากการแข่งขันประเภททีมจำนวน 3 คน มาแข่งขันรอบสุดท้ายด้วยท่าสมัคร คะแนนจากรอบนี้จะรวมกับครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ทำได้จากการแข่งขันประเภททีมเป็นคะแนนรวมของแต่ละคน (คะแนนสูงสุดของชายคือ 120 และหญิง 80คะแนน)

การแข่งขันประเภทบุคคลแยกอุปกรณ์ ในการแข่งขันแต่ละอุปกรณ์จะมีผู้เข้าแข่งขัน 6 คน โดยคัดจากผู้ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละอุปกรณ์จากการแข่งขันประเภททีมมาทำการแข่งขันในรอบสุดท้าย คะแนนที่ได้จากรอบนี้จะรวมกับครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ทำได้ในอุปกรณ์นั้นๆ จากการแข่งขันประเภททีมเป็นคะแนนรวมแต่ละคน (คะแนนสูงสุดของทั้งชายและหญิงคือ 20 คะแนน)

กติกาการแข่งขันยิมนาสติกลีลาใหม่ประกอบดนตรี

เดิมใช้เป็นกิจกรรมเพื่อการฝึกบริหารร่างกาย โดยเน้นการใช้ทักษะยิมนาสติกผสมกับจังหวะของดนตรี และเพื่อให้สะท้อนลีลาที่สวยงามจึงเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ใหม่ คือ ลูกบอล ห่วง ไม้โยน ริบบิ้นยาว และเชือก เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นผสมกับความสวยงาม และได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 23 ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2527 จุดเด่นของยิมนาสติกลีลาใหม่ประกอบดนตรี คือ การเน้นความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับดนตรีได้อย่างงดงามและมีศิลปะอ่อนช้อย

อุปกรณ์ มีทั้งหมด 5 ชิ้น ได้แก่ ลูกบอล ริบบิ้น ห่วง ไม้โยน และเชือก อุปกรณ์ทั้ง 5 ชิ้นจะใช้สีใดก็ได้ ยกเว้น สีทอง เงิน และทองแดง จะใช้สีตัดกันหรือสีผสมกลมกลืนกันก็ได้แล้วแต่พอใจ

ดนตรี เป็นความสำคัญสุดยอดในการพัฒนาจังหวะและการเคลื่อนไหว การแสดงออกจึงต้องผสมกลมกลืนกับการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับศิลปะบัลเล่ต์ เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแข่งขันต้องเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงชิ้นเดียว เช่น เปียโน ขลุ่ย และไวโอลิน

การแข่งขัน ไม่จำกัดเพศและอายุ นักกีฬาต้องแข่งขันกันตามลำดับอุปกรณ์ คือ เชือก ห่วง ลูกบอล ไม้โยน และริบบิ้น ในการแข่งขันแต่ละครั้งนักกีฬาจะแสดงเพียง 4 อุปกรณ์เท่านั้น ซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขันจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ประเภทการแข่งขัน มี 2 ประเภท คือ   ประเภทบุคคล             และ ประเภททีม

ประเภทบุคคล ประเภททีม
นักกีฬา/นักกีฬาสำรอง 1 คน / 1 คน 6 คน / 2 คน
เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน 1.00– 1.30 นาที 2.30–3.00 นาที
ขนาดของฟลอร์ 12 x 12 เมตร 12.5 x 12.5 เมตร

เครื่องแต่งกาย ต้องเป็นชุดแนบเนื้อ หากไม่มีแขน ไหล่จะต้องกว้างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร

การแข่งขันประเภทบุคคล คะแนนเต็ม 10 คะแนน แบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 มี 7 คะแนน เป็นคะแนนการเรียงลำดับท่า ซึ่งประกอบด้วยท่าของความยาก 5 คะแนน ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและท่าทาง 1 คะแนน ท่าของเทคนิคในการประกอบชุด 0.5 คะแนน และความคิดริเริ่มในการแต่งท่า 0.5 คะแนน

ส่วนที่ 2 มี 3 คะแนน เป็นคะแนนท่าจบประกอบด้วยเทคนิคการทำให้สำเร็จ 1.5 คะแนน ผลสะท้อนโดยสรุป 1.5 คะแนน

การแข่งขันประเภททีม คะแนนเต็ม 20 คะแนน แบ่งกรรมการออกเป็น 2 กลุ่มๆละ 10 คะแนนแล้วนำคะแนนของกรรมการทั้ง 2 กลุ่มมารวมกัน กรรมการกลุ่มที่ 1 ตัดสินจากการแข่งท่า 5 คะแนนและท่าของเทคนิคการแสดง 5 คะแนน กรรมการกลุ่มที่ 2 จะตัดสินจากการผสมกลมกลืนและเทคนิคการทำท่าให้สำเร็จ 10 คะแนน

ท่าที่ใช้ในการแข่งขันทั้งประเภทบุคคลและทีม กำหนดให้มีท่าแข่งขันท่ายากอย่างน้อย 2 ท่า ท่าละ 1 คะแนน ท่าง่าย 6 ท่า ท่าละ 0.5 คะแนน การตัดสินความยากง่ายของท่าไม่กำหนดตายตัว เนื่องจากเทคนิคมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ก่อนการแข่งขันจึงมีการประชุมระหว่างกรรมการเพื่อตกลงกันเรื่องการให้คะแนน

กรรมการและเจ้าหน้าที่

การแข่งขันประเภทบุคคล กรรมการหญิง 4 คน และมีหัวหน้ากรรมการ 1 คน รวมเป็น 5 คน

การแข่งขันประเภททีม กรรมการหญิง 8 คน และหัวหน้า 2 คน รวมเป็น 10 คน

Mass Production

Mass Production

เรื่องราวของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ ในศตวรรษที่ 20 นั้น โดยหลักเป็นผลมา    จากนวัตกรรมทางการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ที่เป็นผลจากการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์ (James Watt) และนำมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ จนทำให้ประเทศตะวันตกกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม สร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่

• การผลิตจำนวนมาก คือการผลิตสินค้ารูปแบบเดียวกันในปริมาณมหาศาล โดยมักใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การใช้สายพานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน และทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง เช่น การใช้เครนเหนือหัวขนาดใหญ่ซึ่งสามารถแทนที่คนงานมากถึง 36 คนเพื่อขนย้ายของหนัก เป็นต้น

• การผลิตจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 19 ในอังกฤษทำให้สินค้าหลายประเภทมีต้นทุนถูกลง ตั้งแต่สินค้าปฐมภูมิอย่างเหล็ก เหล็กกล้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเสื้อผ้า ซึ่งผู้บริโภคหลักของสินค้าเหล่านี้ ก็คือชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ได้รับค่าจ้างจากระบบการผลิตรูปแบบนี้นั่นเอง

• ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่มาควบคู่กันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมาก กลางศตวรรษที่ 19 แม่น้ำเทมส์ในลอนดอนขึ้นชื่อเรื่องความเน่าเหม็นเนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นำมาซึ่งคำถามสำคัญในเวลาต่อมาถึงการสร้างสมดุลย์ระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับการควบคุมของเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

• การผลิตจำนวนมากทำให้เหล็กกล้า (Steel) สำหรับการก่อสร้างรางรถไฟมีราคาถูกลง และถูกนำมาใช้แทนที่เหล็ก (Iron) ซึ่งเปราะบางกว่า เหล็กกล้ายังสามารถรองรับน้ำหนักของหัวรถจักรที่วิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้น ทำให้รถไฟหนึ่งขบวนขนถ่ายสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ถึงที่หมายเร็วขึ้น จึงทำให้การขยายเครือข่ายรถไฟเติบโตมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

• ราคาที่ถูกลงจากระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพนี้ทำให้การแบ่งแยกชนชั้นจากชาติกำเนิดพร่าเลือน ชนชั้นระดับล่างเริ่มเข้าถึงและบริโภคสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันสินค้าที่ไม่ได้ผลิตครั้งละมากๆ เริ่มเป็นมาตรฐานใหม่ในการแสดงออกทางชนชั้น ความสามารถในการบริโภคจึงกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม

• ทุนนิยมอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมากทำให้ลูกจ้างมีรายได้มากขึ้น ส่งผลให้แรงงานจากภาคการเกษตรไหลมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ชนชั้นกลางก็มีการขยายตัว การบริโภคนิยม (Consumerism) เริ่มเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการมีชีวิตที่ดี ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าได้ในปริมาณที่ต้องการ ทั้งยังสามารถเลือกชนิด แบบ และประเภทของสินค้าได้ตามใจชอบ ซึ่งสะท้อนถึงเสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-Determination) ที่มีมากขึ้นเช่นกัน

• ความสามารถในการผลิตครั้งละมากๆ ถูกใช้ในทางการเมืองในศตวรรษที่ 20 ในลักษณะต่างๆ กัน สหรัฐฯ ผลิตอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (Cultural Industry) ด้วยการทำให้วัฒนธรรมเป็นของประชาชนผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงอย่าง ภาพยนตร์ ดนตรี และวิทยุ ในเยอรมนี โฆษณาชวนเชื่อแนวคิดนาซีผ่านการผลิตรถเต่า (Volkswagen) ทำให้ “มวลชน” สามารถเป็นเจ้าของได้ ก็วางอยู่บนเงื่อนไขการผลิตนี้เช่นกัน

• การผลิตจำนวนมากไม่ได้แค่ผลิตขยะในตัวมันเองเท่านั้น แต่ยังทำให้ความต้องการวัตถุดิบเหลือใช้ (Scrap Materials) เพื่อการผลิตมีสูงขึ้น และทำให้การรีไซเคิลเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ซึ่งเป็นไปได้ว่า การพัฒนาเทคนิคการผลิตอาจทำให้ความหวังในการคงมาตรฐานการครองชีพผ่านการผลิตจำนวนมาก ไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการบริหารจัดการของเสียนั้นเกิดขึ้นได้จริงด้วยกระบวนการผลิตจำนวนมากนี่เอง

• “Designed by Apple in California. Assembled in China.” ที่ระบุด้านหลังไอโฟน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถึงยุคหลังทศวรรษ 1970 เมื่อประเทศอุตสาหกรรมเดิมทางตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย โดยที่ความมั่งคั่งถูกผลิตด้วยภาคการเงิน (Financial Sector) หรือแม้แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยกอบกู้สภาวะคนว่างงานในโลกตะวันตกได้หรือไม่