Browsed by
ผู้เขียน: admin

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

ยิมนาสติก (Gymnastics) เป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อทดสอบความแข็งแรงของนักกีฬา  รวมทั้งจังหวะ ความยืดหยุ่นตัวหรือความอ่อนตัวและความคล่องแคล่วว่องไว กีฬายิมนาสติกที่ใช้ในการแข่งขันมี 3 แบบคือ ยิมนาสติกสากล ยิมนาสติกลีลาและแทรมโปลิน

กติกาการแข่งขันยิมนาสติก

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นประเภทชายและประเภทหญิงแข่งขันกันโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆกัน เช่น ม้ากระโดด ม้าหู บาร์เดี่ยว บาร์คู่ ห่วงนิ่งและฟลอร์ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแสดงภาคบังคับและท่าสมัครในอุปกรณ์แต่ละชนิดข้างต้น การแข่งขันแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ประเภททีม ประเภทเดี่ยวผสม และประเภทเดี่ยว

อุปกรณ์ชาย ห่วงนิ่ง บาร์คู่ ม้ากระโดด บาร์เดี่ยว ม้าหู

อุปกรณ์หญิง บาร์ต่างระดับ ราวทรงตัว ม้ากระโดด

กรรมการ ประกอบด้วยกรรมการให้คะแนน 4 คน กรรมการผู้ชี้ขาด 1 คน

( ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศจะมีกรรมการชี้ขาด 2 คน )

การให้คะแนน คะแนนของผู้เข้าแข่งขันคิดจากกรรมการทั้ง 4 คน โดยจะตัดคะแนนที่สูงสุดและต่ำสุดออก และนำคะแนนกลางจากกรรมการอีก 2 คน มาหาค่าเฉลี่ยเป็นคะแนนของผู้เข้าแข่งขัน คะแนนที่ได้จะมีตั้งแต่ 0 ถึง 10 คะแนน ซึ่งอาจจะถูกหักออกทั้งหมดครึ่งหนึ่ง หรือ 1/10 คะแนน ในการแข่งขันอุปกรณ์บางประเภทอาจมีการให้คะแนนการเริ่มเล่นเป็นคะแนนพิเศษ ( เนื่องจากเป็นท่าเสี่ยงอันตรายต้องใช้พลังกำลังและมีความคิดสร้างสรรค์)ซึ่งอาจทำให้ได้รับคะแนนเต็ม 10 คะแนนได้

การแข่งขันประเภททีม แต่ละทีมจะมีผู้แข่งขัน 6 คน โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะทำการแข่งขันทุกอุปกรณ์ด้วยท่าบังคับและท่าสมัคร แล้วนำคะแนนของผู้เข้าแข่งขันที่ได้คะแนนสูงสุดของทีม 5 คน มารวมกันเป็นคะแนนของทีม (คะแนนสูงสุดของชายคือ 600 คะแนน และหญิงคือ 400 คะแนน)

การแข่งขันประเภทบุคคลรวมอุปกรณ์ ผู้เข้าแข่งขันคัดจากผู้ได้คะแนนรวมทุกอุปกรณ์สูงสุดจากการแข่งขันประเภททีมจำนวน 3 คน มาแข่งขันรอบสุดท้ายด้วยท่าสมัคร คะแนนจากรอบนี้จะรวมกับครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ทำได้จากการแข่งขันประเภททีมเป็นคะแนนรวมของแต่ละคน (คะแนนสูงสุดของชายคือ 120 และหญิง 80คะแนน)

การแข่งขันประเภทบุคคลแยกอุปกรณ์ ในการแข่งขันแต่ละอุปกรณ์จะมีผู้เข้าแข่งขัน 6 คน โดยคัดจากผู้ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละอุปกรณ์จากการแข่งขันประเภททีมมาทำการแข่งขันในรอบสุดท้าย คะแนนที่ได้จากรอบนี้จะรวมกับครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ทำได้ในอุปกรณ์นั้นๆ จากการแข่งขันประเภททีมเป็นคะแนนรวมแต่ละคน (คะแนนสูงสุดของทั้งชายและหญิงคือ 20 คะแนน)

กติกาการแข่งขันยิมนาสติกลีลาใหม่ประกอบดนตรี

เดิมใช้เป็นกิจกรรมเพื่อการฝึกบริหารร่างกาย โดยเน้นการใช้ทักษะยิมนาสติกผสมกับจังหวะของดนตรี และเพื่อให้สะท้อนลีลาที่สวยงามจึงเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ใหม่ คือ ลูกบอล ห่วง ไม้โยน ริบบิ้นยาว และเชือก เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นผสมกับความสวยงาม และได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 23 ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2527 จุดเด่นของยิมนาสติกลีลาใหม่ประกอบดนตรี คือ การเน้นความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับดนตรีได้อย่างงดงามและมีศิลปะอ่อนช้อย

อุปกรณ์ มีทั้งหมด 5 ชิ้น ได้แก่ ลูกบอล ริบบิ้น ห่วง ไม้โยน และเชือก อุปกรณ์ทั้ง 5 ชิ้นจะใช้สีใดก็ได้ ยกเว้น สีทอง เงิน และทองแดง จะใช้สีตัดกันหรือสีผสมกลมกลืนกันก็ได้แล้วแต่พอใจ

ดนตรี เป็นความสำคัญสุดยอดในการพัฒนาจังหวะและการเคลื่อนไหว การแสดงออกจึงต้องผสมกลมกลืนกับการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับศิลปะบัลเล่ต์ เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแข่งขันต้องเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงชิ้นเดียว เช่น เปียโน ขลุ่ย และไวโอลิน

การแข่งขัน ไม่จำกัดเพศและอายุ นักกีฬาต้องแข่งขันกันตามลำดับอุปกรณ์ คือ เชือก ห่วง ลูกบอล ไม้โยน และริบบิ้น ในการแข่งขันแต่ละครั้งนักกีฬาจะแสดงเพียง 4 อุปกรณ์เท่านั้น ซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขันจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ประเภทการแข่งขัน มี 2 ประเภท คือ   ประเภทบุคคล             และ ประเภททีม

ประเภทบุคคล ประเภททีม
นักกีฬา/นักกีฬาสำรอง 1 คน / 1 คน 6 คน / 2 คน
เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน 1.00– 1.30 นาที 2.30–3.00 นาที
ขนาดของฟลอร์ 12 x 12 เมตร 12.5 x 12.5 เมตร

เครื่องแต่งกาย ต้องเป็นชุดแนบเนื้อ หากไม่มีแขน ไหล่จะต้องกว้างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร

การแข่งขันประเภทบุคคล คะแนนเต็ม 10 คะแนน แบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 มี 7 คะแนน เป็นคะแนนการเรียงลำดับท่า ซึ่งประกอบด้วยท่าของความยาก 5 คะแนน ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและท่าทาง 1 คะแนน ท่าของเทคนิคในการประกอบชุด 0.5 คะแนน และความคิดริเริ่มในการแต่งท่า 0.5 คะแนน

ส่วนที่ 2 มี 3 คะแนน เป็นคะแนนท่าจบประกอบด้วยเทคนิคการทำให้สำเร็จ 1.5 คะแนน ผลสะท้อนโดยสรุป 1.5 คะแนน

การแข่งขันประเภททีม คะแนนเต็ม 20 คะแนน แบ่งกรรมการออกเป็น 2 กลุ่มๆละ 10 คะแนนแล้วนำคะแนนของกรรมการทั้ง 2 กลุ่มมารวมกัน กรรมการกลุ่มที่ 1 ตัดสินจากการแข่งท่า 5 คะแนนและท่าของเทคนิคการแสดง 5 คะแนน กรรมการกลุ่มที่ 2 จะตัดสินจากการผสมกลมกลืนและเทคนิคการทำท่าให้สำเร็จ 10 คะแนน

ท่าที่ใช้ในการแข่งขันทั้งประเภทบุคคลและทีม กำหนดให้มีท่าแข่งขันท่ายากอย่างน้อย 2 ท่า ท่าละ 1 คะแนน ท่าง่าย 6 ท่า ท่าละ 0.5 คะแนน การตัดสินความยากง่ายของท่าไม่กำหนดตายตัว เนื่องจากเทคนิคมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ก่อนการแข่งขันจึงมีการประชุมระหว่างกรรมการเพื่อตกลงกันเรื่องการให้คะแนน

กรรมการและเจ้าหน้าที่

การแข่งขันประเภทบุคคล กรรมการหญิง 4 คน และมีหัวหน้ากรรมการ 1 คน รวมเป็น 5 คน

การแข่งขันประเภททีม กรรมการหญิง 8 คน และหัวหน้า 2 คน รวมเป็น 10 คน

Mass Production

Mass Production

เรื่องราวของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ ในศตวรรษที่ 20 นั้น โดยหลักเป็นผลมา    จากนวัตกรรมทางการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ที่เป็นผลจากการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์ (James Watt) และนำมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ จนทำให้ประเทศตะวันตกกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม สร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่

• การผลิตจำนวนมาก คือการผลิตสินค้ารูปแบบเดียวกันในปริมาณมหาศาล โดยมักใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การใช้สายพานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน และทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง เช่น การใช้เครนเหนือหัวขนาดใหญ่ซึ่งสามารถแทนที่คนงานมากถึง 36 คนเพื่อขนย้ายของหนัก เป็นต้น

• การผลิตจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 19 ในอังกฤษทำให้สินค้าหลายประเภทมีต้นทุนถูกลง ตั้งแต่สินค้าปฐมภูมิอย่างเหล็ก เหล็กกล้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเสื้อผ้า ซึ่งผู้บริโภคหลักของสินค้าเหล่านี้ ก็คือชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ได้รับค่าจ้างจากระบบการผลิตรูปแบบนี้นั่นเอง

• ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่มาควบคู่กันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมาก กลางศตวรรษที่ 19 แม่น้ำเทมส์ในลอนดอนขึ้นชื่อเรื่องความเน่าเหม็นเนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นำมาซึ่งคำถามสำคัญในเวลาต่อมาถึงการสร้างสมดุลย์ระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับการควบคุมของเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

• การผลิตจำนวนมากทำให้เหล็กกล้า (Steel) สำหรับการก่อสร้างรางรถไฟมีราคาถูกลง และถูกนำมาใช้แทนที่เหล็ก (Iron) ซึ่งเปราะบางกว่า เหล็กกล้ายังสามารถรองรับน้ำหนักของหัวรถจักรที่วิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้น ทำให้รถไฟหนึ่งขบวนขนถ่ายสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ถึงที่หมายเร็วขึ้น จึงทำให้การขยายเครือข่ายรถไฟเติบโตมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

• ราคาที่ถูกลงจากระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพนี้ทำให้การแบ่งแยกชนชั้นจากชาติกำเนิดพร่าเลือน ชนชั้นระดับล่างเริ่มเข้าถึงและบริโภคสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันสินค้าที่ไม่ได้ผลิตครั้งละมากๆ เริ่มเป็นมาตรฐานใหม่ในการแสดงออกทางชนชั้น ความสามารถในการบริโภคจึงกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม

• ทุนนิยมอุตสาหกรรมและการผลิตจำนวนมากทำให้ลูกจ้างมีรายได้มากขึ้น ส่งผลให้แรงงานจากภาคการเกษตรไหลมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ชนชั้นกลางก็มีการขยายตัว การบริโภคนิยม (Consumerism) เริ่มเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการมีชีวิตที่ดี ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าได้ในปริมาณที่ต้องการ ทั้งยังสามารถเลือกชนิด แบบ และประเภทของสินค้าได้ตามใจชอบ ซึ่งสะท้อนถึงเสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-Determination) ที่มีมากขึ้นเช่นกัน

• ความสามารถในการผลิตครั้งละมากๆ ถูกใช้ในทางการเมืองในศตวรรษที่ 20 ในลักษณะต่างๆ กัน สหรัฐฯ ผลิตอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (Cultural Industry) ด้วยการทำให้วัฒนธรรมเป็นของประชาชนผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงอย่าง ภาพยนตร์ ดนตรี และวิทยุ ในเยอรมนี โฆษณาชวนเชื่อแนวคิดนาซีผ่านการผลิตรถเต่า (Volkswagen) ทำให้ “มวลชน” สามารถเป็นเจ้าของได้ ก็วางอยู่บนเงื่อนไขการผลิตนี้เช่นกัน

• การผลิตจำนวนมากไม่ได้แค่ผลิตขยะในตัวมันเองเท่านั้น แต่ยังทำให้ความต้องการวัตถุดิบเหลือใช้ (Scrap Materials) เพื่อการผลิตมีสูงขึ้น และทำให้การรีไซเคิลเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ซึ่งเป็นไปได้ว่า การพัฒนาเทคนิคการผลิตอาจทำให้ความหวังในการคงมาตรฐานการครองชีพผ่านการผลิตจำนวนมาก ไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการบริหารจัดการของเสียนั้นเกิดขึ้นได้จริงด้วยกระบวนการผลิตจำนวนมากนี่เอง

• “Designed by Apple in California. Assembled in China.” ที่ระบุด้านหลังไอโฟน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถึงยุคหลังทศวรรษ 1970 เมื่อประเทศอุตสาหกรรมเดิมทางตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย โดยที่ความมั่งคั่งถูกผลิตด้วยภาคการเงิน (Financial Sector) หรือแม้แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยกอบกู้สภาวะคนว่างงานในโลกตะวันตกได้หรือไม่

นิสัย 8 อย่างที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกมีเหมือนกัน

นิสัย 8 อย่างที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกมีเหมือนกัน

เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปลายเดือนกันยายน อีกไม่นานก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว สิ่งที่เรามักพบบ่อยๆ ในช่วงใกล้ปีใหม่คือ การตั้งเป้าหมายว่าปีหน้าจะทำนู่นทำนี่เยอะแยะไปหมด สุดท้ายสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ผ่านไปหนึ่งปีก็มาเริ่มต้นตั้งเป้าหมายกันใหม่ แต่ถ้าใครอยากประสบความสำเร็จในระยะยาวละก็ ลองนำนิสัย 8 อย่างที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกมีเหมือนกันไปปรับใช้กับตัวเองดูสิคะ

1. Busy Busy : ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

Jeffrey Pfeffer อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ได้ทำการสำรวจและพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Lyndon Baines Johnson ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 36 และ Robert Moses นักวางผังเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทำงานกันถึงวันละ 10 ชั่วโมง และในหนึ่งสัปดาห์จะหยุดพักเพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต เพราะการได้ทำงานที่รักทำให้เขาสามารถทำไปได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้เบื่อ และผลจากการทุ่มเททำงานหนักก็ทำให้ดอกผลนั้นงอกงามสมความตั้งใจ

 

2. Just Say No : ปฏิเสธให้เป็น

Warren Buffett สุดยอดนักลงทุนในตลาดหุ้นฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวว่า “ความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จทั่วไปกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ คนประเภทหลังรู้จักปฏิเสธเกือบทุกอย่าง”

จริงๆ แล้วสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตเรามีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกค่ะ แต่เรามักจะรับสิ่งต่างๆ เข้ามาจนชีวิตรุงรังไปหมด หากลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นลงไปบ้าง แล้วนำแรงกายแรงใจไปใช้กับการพุ่งเป้าไปสู่ความต้องการที่แท้จริง เส้นทางสู่ความสำเร็จก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

 

3. Know What You Are : รู้จักตัวเอง

เราเป็นใคร? งานแบบไหนที่เราทำได้ดี? จุดแข็งของเราคืออะไร? ถ้าไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ทันที ควรหาเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ แล้วสำรวจตัวเองดูนะคะ คนที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างถูกที่ถูกทาง และเข้าถึงความสำเร็จได้เร็วกว่าค่ะ

 

4. Build Networks : สร้างเครือข่าย

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงธุรกิจเครือข่ายหรือที่เรียกกันว่าขายตรงนะคะ แต่หมายความว่าถ้าอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เราควรทำความรู้จักกับผู้คนให้หลากหลาย หมั่นเข้าสังคมบ่อยๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่เราสนใจจะร่วมงานหรือร่วมทำธุรกิจด้วย เป็นคนกว้างขวางยังไงก็ดีกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวแน่นอนค่ะ

 

5. Create Good Luck : ไม่ต้องรอโชค

ที่บอกว่าไม่ต้องรอโชค เพราะเราสามารถสร้างโชคดีให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเองค่ะ บางคนดูเป็นคนโชคดีกว่าคนอื่น หยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด นั่นเป็นเพราะเขาหมั่นพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ขยันคิดไอเดียใหม่ๆ และวิ่งเข้าหาโอกาสตลอดเวลา ถ้าทำได้แบบนี้โชคดีก็จะอยู่ข้างเดียวกับคุณเช่นกันค่ะ

 

6. Have Grit : มานะอดทน

การงานทุกอย่างจะสำเร็จได้ นอกจากอาศัยสติปัญญาเป็นตัวชี้นำแล้ว ความมานะอดทนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่สำคัญค่ะ คนที่ประสบความสำเร็จต่างรู้ดีว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด หากอยากได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ต้องแลกด้วยความทุ่มเท อยากเป็นนักเขียนก็ต้องเขียนทุกวัน อยากเก่งภาษาอังกฤษก็ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะตีเหล็กกล้าเขายังต้องนำไปเผาไฟให้ร้อนเสียก่อน คนเราจะแข็งแกร่งได้ก็ต้องผ่านบททดสอบว่าด้วยความอดทนเช่นกัน

 

7. Make Awesome Mistakes : เรียนรู้จากความผิดพลาด

Thomas Alva Edison ผู้สามารถประดิษฐ์หลอดไฟได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลกกล่าวไว้ว่า “I haven’t failed, I’ve found 10,000 ways that don’t work” ผมไม่เคยล้มเหลว  ผมแค่พบ 10,000 วิธีที่ใช้การไม่ได้เท่านั้น

ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ทุกครั้งที่ล้มเหลวขอให้รีบลุกขึ้นใหม่อีกครั้งแล้วก้าวต่อไปค่ะ อย่ามัวคร่ำครวญถึงความผิดพลาดที่ผ่านไปแล้ว เก็บประสบการณ์เหล่านั้นไว้เป็นบทเรียนเพื่อทำก้าวต่อไปให้ดีและมั่นคงยิ่งขึ้น แต่จะให้ดีก็ควรเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่นไว้บ้างจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ และควรผิดพลาดเสียตั้งแต่อายุยังน้อยค่ะ เพราะยังมีเวลาให้แก้ตัวอีกเยอะ

 

8. Find Mentors : หาที่ปรึกษาที่ดี

โค้ชส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่เล่นกีฬาเก่งกว่านักกีฬา แต่เขาคือคนที่รู้ว่าจะดึงศักยภาพสูงสุดของนักกีฬาออกมาได้อย่างไร ในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จ การมีโค้ชที่ดีถือเป็นเรื่องประเสริฐอย่างยิ่ง ดังนั้น การพยายามพาตัวเองไปอยู่กับคนเก่ง เพื่อซึมซับเรียนรู้วิธีคิดวิธีทำงานของคนเหล่านั้น จึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ที่ใฝ่หาความสำเร็จในชีวิต